ร้องไห้ หมดไฟ เพราะอะไรคนเจนใหม่รู้สึกเหนื่อยใจกับการทำงาน

HEALTHY LIFESTYLE

ร้องไห้ หมดไฟ เพราะอะไรคนเจนใหม่รู้สึกเหนื่อยใจกับการทำงาน

ร้องไห้ หมดไฟ เพราะอะไรคนเจนใหม่รู้สึกเหนื่อยใจกับการทำงาน

คนทำงาน Gen Y หรือเดอะแบกอาจไม่ใช่กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงอีกต่อไป เพราะจากข้อมูลผลสำรวจพบว่าคนวัยทำงานอายุ 18-24 ปี หรือ Gen Z กลับเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีความเครียดมากที่สุด ด้วยปัญหาที่ถาโถมเข้ามารอบด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม โรคระบาด ช่องว่างระหว่างวัย หรือแม้แต่ความกดดันในการทำงานที่อยากทำให้ได้ดีและสำเร็จเร็วๆ ทำให้กลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงานหรือ First Jobber เข้าสู่ภาวะกดดัน เครียด ท้อแท้ หมดไฟ บางคนถึงกับปล่อยโฮออกมากลางออฟฟิศก็มี แต่ไม่ว่าจะเจอเรื่องแย่มามากสักแค่ไหน การร้องไห้ก็อาจช่วยเยียวยาจิตใจให้กลับมาฮึดสู้ได้นะ


ปัญหารุมเร้ากับเรื่องน่าเศร้าที่คนเจนใหม่ต้องเจอ

นอกจากปัญหาเศรษฐกิจในช่วงยุคที่โควิดระบาดที่ทำให้การหางานเป็นเรื่องยากแล้ว รายได้จากการทำงานก็สำคัญไม่แพ้กัน ผลสำรวจจาก McKinsey and Company บอกเอาไว้ว่าคน Gen Z มากกว่า 26% รู้สึกว่ามีรายได้ไม่เพียงพอที่จะทำให้มีชีวิตที่ดีได้ นอกจากนี้ความแตกต่างในการทำงานของคนต่าง Generation อาจเป็นช่องว่างหลักที่เกิดปัญหาในการทำงาน เพราะความเชื่อและการเติบโตในยุคที่แตกต่างกันทำให้เกิดความขัดแย้งกันในหลายๆ ด้าน ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือ

ด้านการสื่อสาร การสั่งงานกับคนรุ่นใหม่อย่างเดียวโดยไม่อธิบายอะไรเลยอาจไม่เวิร์คอีกต่อไป การอธิบายแนวความคิดเพื่อให้รู้แนวทาง ผลลัพธ์ และเป้าหมาย อาจช่วยให้เข้าใจกันได้มากขึ้น รวมถึงการอธิบายสอนงานแบบมีเหตุมีผล มีหลักการและตรรกะที่ชัดเจน จะทำให้คนเจนใหม่เข้าใจและมั่นใจในการทำงานมากขึ้น

ด้านแรงจูงใจ เงินอาจไม่ใช่ทุกอย่างสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ “การทำงานที่มีบาลานซ์และมีความสุข” อาจเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากกว่า เพราะคนเจนใหม่เติบโตมาในสังคมที่มีโอกาสและทางเลือกในอาชีพมากขึ้น จึงมีโอกาสเลือกที่จะทำงานที่มีความสุขควบคู่ไปกับการได้เรียนรู้วิธีการทำงาน

Work From Home กับปัญหาที่หลายคนอาจมองไม่เห็น

ดูเผินๆ มองผ่านๆ การทำงานที่บ้านในช่วงการระบาดของโควิดที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ดีที่หลายคนมีเวลาทำงานอย่างเต็มที่ไม่ต้องถูกรบกวนจากคนรอบข้าง มีสมาธิมากขึ้น ไม่ต้องฝ่ารถติดเข้าเมืองให้เสียเวลาทำงาน แต่รู้หรือไม่ว่าการ Work From Home กลับส่งผลเสียกับคนรุ่นใหม่สุดๆ เพราะเด็กรุ่นใหม่อาจต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงานและการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับคนอื่น

งานวิจัยจาก McKinsey ของกลุ่มคนวัยงานเจน Z พบว่ามีความวิตกกังวลและรู้สึกหดหู่มากกว่ากลุ่มวัยทำงานเจนอื่นๆ เพราะน้องใหม่เหล่านี้ยังขาดประสบการณ์ในการทำงาน ฉะนั้นการเริ่มงานหลังจากเรียนจบจึงเป็นเหมือนการเริ่มต้นชีวิตใหม่ คนในวัยนี้เลยต้องการการเรียนรู้จากพี่หัวหน้างานหรือเพื่อนร่วมงาน การเริ่มงานแบบที่ต้องทำงานอยู่แต่ที่บ้านจึงอาจทำให้พวกเขารู้สึกกดดันมากขึ้น ขาดความมั่นใจในการทำงาน กลายเป็นวิตกกังวลและความเครียดในการทำงานได้เลย

และการทำงานที่มีการสื่อสารผ่านทางออนไลน์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เมื่อขาดการพูดคุยปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวไม่ว่าจะทั้งกับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ก็ส่งผลให้วัยทำงานเจน Z ขาด Soft Skill หรือทักษะในการทำงานร่วมกับคนอื่น เช่นศิลปะในการพูดกับผู้ใหญ่หรือคนที่มีอายุมากกว่า สกิลการสื่อสารโน้มน้าว การพูดในที่สาธารณะหรือการพรีเซนต์งานให้กับหัวหน้าหรือลูกค้า ซึ่งทักษะเหล่านี้มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความรู้ความสามารถในชีวิตการทำงานเลย

แม้หลายคนมองว่าการทำงานที่บ้านอาจได้งานหรือ Productive มากกว่านั่งทำงานที่ออฟฟิศเพราะมีสมาธิมากขึ้นและไม่ถูกรบกวนจากเพื่อนร่วมงาน แต่หลายคนก็ทำงานมากจนเกินคำว่า Productive กลายเป็นว่าการทำงานอยู่บ้านทำให้รู้สึกว่าการพักผ่อนและการทำงานแยกออกจากกันไม่ได้ และกลายเป็นการทำงานแบบไม่มี Work life balance

ผลสำรวจจากเว็บไซต์ Essence พบว่ากลุ่มคนวัยทำงานในประเทศอเมริการู้สึกว่าตัวเองรู้สึก Burn out ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด ส่วนหนึ่งเพราะว่าต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในระหว่างที่บริษัทให้ทำงานที่บ้าน รวมถึงการปิดตัวของหลายบริษัทและการ Lay off พนักงาน ความกดดันและความเครียดที่ถาโถมเข้ามามากมายทำให้พนักงานเจนใหม่ต้องฟันฝ่ามรสุมงานจนสุดท้ายกลายเป็นความรู้สึกหมดไฟ หดหู่ สิ้นหวังในการทำงาน ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ยังไม่นับรวมกับความกดดันจากตัวงานที่ต้องรับผิดชอบ การเผชิญกับความผิดพลาดหรือการถูกตำหนิจากหัวหน้างาน สุดท้ายแล้วอาจทำให้เราต้องรีบเดินจ้ำไปหาที่เงียบๆ หรือเข้าห้องเพื่อปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาเพราะความอึดอัดด้วยความผิดหวังหรือความเสียใจ แต่ไม่ต้องรู้สึกแย่หรอกนะ เพราะหลายคนก็เคยร้องไห้เพราะการทำงานในออฟฟิศกันทั้งนั้น


เผลอร้องไห้ในออฟฟิศผิดไหม?

ทุกคนรู้แหละว่าการทำงานกับคนหลายๆ คน อาจเกิดความขัดแย้ง ไม่ถูกใจ ทะเลาะกันบ้างเป็นธรรมดา แต่ในบางสถานการณ์อาจเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้บ่อน้ำตาแตกออกมาได้ในที่สุด

ถึงแม้บางคนจะมองว่าการร้องไห้ในออฟฟิศอาจเป็นความไม่โปรเฟสชั่นนอลหรือความอ่อนแอ แต่ผลสำรวจจากงานวิจัยพบว่า 45% ของคนทำงานระดับมืออาชีพก็เคยร้องไห้ในที่ทำงานกันมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งในแง่ของจิตวิทยาพบว่า ‘การร้องไห้’ คือความกล้าหาญในการเผชิญหน้าต่อความรู้สึกที่แท้จริง แม้ว่าเราตั้งใจทุ่มเทกับการทำงานแค่ไหน แต่เมื่อผลออกมาไม่ดีเท่าที่ตั้งใจไว้หรือต้องเจอกับคำตำหนิ เราเลยรู้สึกผิดหวังและระบายความรู้สึกออกมาด้วยการร้องไห้เท่านั่นเอง

เพราะฉะนั้นไม่ผิดและไม่ได้แย่สักนิดเลยที่จะร้องไห้ออกมา จากผลสำรวจยังพบอีกว่าคนที่ร้องไห้ที่ออฟฟิศเกิดจากถูกกระทบความรู้สึกจากการทำงาน เมื่อได้ร้องไห้ออกมาแล้วจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เพราะการร้องไห้นอกจากจะเป็นการแสดงอารมณ์แล้วยังช่วยเยียวยาจิตใจและระบายความเครียดได้ดีมาก เมื่อหายเครียดแล้วก็ให้มีแรงลุกขึ้นมาแก้ปัญหาต่อไปได้

มองหาทางออกง่ายๆ เริ่มที่ ‘การสื่อสาร’

นอกจากการร้องไห้เพื่อระบายความรู้สึกที่อัดอั้นออกมาแล้วการหาเพื่อนร่วมงานหนึ่งคนที่ไว้ใจได้เพื่อคุยก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยเราได้ดีเลยทีเดียว เพราะเพื่อนร่วมงานที่ดีนอกจากจะช่วยซัพพอร์ตการทำงานแล้วยังช่วยเตือนสติไม่ให้คิดมากเกินไปได้อีกด้วย

หรือถ้าหากไม่มีใครที่สามารถคุยด้วยได้จริงๆ การคุยกับหัวหน้างานตรงๆ เพื่อปรึกษาหาทางแก้ไขร่วมกันกับหัวหน้าก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ไม่ได้แย่เสมอไป รายงานจาก ThoughtExchange พบว่า 79% ของกลุ่มคนเจน Z ต้องการให้หัวหน้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเองพอๆ กับการเติบโตในหน้าที่การงาน ฉะนั้นการสื่อสารกันระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การปรับจูนความคิด การทำงาน ในช่วงแรกอาจเป็นเรื่องยาก แต่สุดท้ายแล้วการได้ปรับตัวเข้าหากันนั้นก็เพื่อให้ทุกคนแฮปปี้ ไม่ต้องทนทุกข์กับการทำงานคนเดียวโดดเดี่ยวและไม่เห็นอนาคตที่แน่นอน

เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกเหนื่อย ท้อแท้จากทำงานจนหัวหมุน อย่าลืมดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ เติมพลังความสดใสทุกวันด้วย Unif All You Need Acai Berry ให้คุณค่าสารอาหารจากผลอาซาอี เบอร์รี่ช่วยคลายความเครียดให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า มีวิตามินเอ บี ซี อีที่ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงพร้อมทำงานได้อย่างเต็มที่ มีไลโคปีนจากมะเขือเทศ ช่วยบำรุงผิวพรรณ และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบูสต์ผิวให้เปล่งปลั่ง พร้อมเฉิดฉายในออฟฟิศได้ในทุกๆ วัน


“ไม่ว่าจะเจอเรื่องแย่สักแค่ไหน แค่ยอมรับความรู้สึกตัวเองและระบายมันออกมาไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ช่วยฮีลใจได้มากเลยนะ อย่าลืมเปิดใจเรียนรู้กับทุกปัญหาที่เข้ามาเพื่อการเติบโตและพัฒนาขึ้นในทุกๆ วัน น้องแคร์ยูเป็นกำลังใจให้ทุกคนเลยน้า”

น้องแคร์ยู

อ้างอิง

https://www.dailymail.co.uk/health/article-11108515/Working-home-DOES-damage-mental-health-leading-experts-claim.html

https://www.essence.com/news/money-career/millennials-gen-z-work-overwhelmed/ https://www.npr.org/2023/05/26/1178332514/tips-gen-z-workers-burn-out

https://th-th.workplace.com/blog/gen-z-in-the-workplacehttps://www.indeed.com/career-advice/news/gen-z-slowly-learning-office-norms

https://workpointtoday.com/crying-at-work/

ENJOY WITH
UNIF FAMILY

เครื่องดื่มยูนิฟแบบไหนที่ใช่คุณ

Unif Online shop

เติมแต้มสุขภาพได้แล้ววันนี้ พร้อมเลือกดูโปรโมชั่น
ที่ Unif Online Shop บน Online Marketplace

ดูโปรโมชั่นทั้งหมด

Reviews
from health member

รีวิวจากสมาชิกเฮลท์คลับ

UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET UNIF HEALTH WALLET

you may want
to read this

เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

แชร์เรื่องราว รับ      40 U-Points